ประวัติความเป็นมา |   ข่าวบอกบุญ |   ภาพกิจกรรม |   วัตถุมงคล |   สวดมนต์ไหว้พระ |   แก้กรรม - สะเดาะเคราะห์ |   สาระน่ารู้ |   ติดต่อเรา 

 

เกิดปีชวด

พระธาตุศรีจอมทอง ณ วัดศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

    ประวัติพระธาตุลำปางหลวง ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถระสามองค์ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านเมืองต่างๆ จนถึงบ้านสัมภะการีวัน (บ้านลำปางหลวง) พระพุทธเจ้าได้ประทับเหนือดอยม่อนน้อย มีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ ลัวะอ้ายกอน เกิดความเลื่อมใส ได้นำน้าผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้างมะพร้าว และมะตูมมาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ฉันน้ำผึ้งแล้วทิ้งกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือ แล้วทรงพยากรณืว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปจะมีชื่อว่าลัมพกัปปะนคร แล้วได้ทรงลูบพระเศียรได้พระเกศามาหนึ่งเส้น มอบให้แก่ลัวะอ้ายกอน ลัวะอ้ายกอนได้นำพระเกศานั้น บรรจุในผอบทองคำ และใส่ลงในอุโมงค์พร้อมกับถวายแก้วแหวนเงินทองเป็นเครื่องบูชา แล้วแต่งยนต์ผัด (ยนต์หมุน) รักษาไว้ และถมดินให้เรียบเสมอกัน แล้วก่อเป็นพระเจดีย์สูงเจ็ดศอกเหนืออุโมงค์นั้น ในสมัยต่อมาก็ได้มีกษัตริย์อีกหลายพระองค์ มาก่อสร้างและบูรณซ่อมแซม จนกระทั่งเป็นวัดที่มีความงามอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีไจ้ หรือปีชวด)

    นะโม พุทธายะ นะมามิ ติโลกะโมลี โลหะกูเฎ ปะติฎฐิตัง ปูชิตัง สัพพะโลเกหิ กิตติมันตัง มะโนหะรัง อะหังวันทามิ สัพพะทา
    อังคะวะหะเย ปุเรรัมเม โกวิลา ลัคคะปัพพะเต สะหิเหมะคูหา คัพเภ ทักขิณโมลี ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะทา.

 

เกิดปีฉลู

พระธาตุลำปางหลวง ณ วัดลำปางหลวง เกาะคา จังหวัดลำปาง

    ประวัติพระธาตุลำปางหลวง ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถระสามองค์ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านเมืองต่าง ๆ จนถึงบ้านสัมภะการีวัน (บ้านลำปางหลวง) พระพุทธเจ้าได้ประทับเหนือดอยม่อนน้อย มีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ ลัวะอ้ายกอน เกิดความเลื่อมใส ได้นำน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้างมะพร้าว และมะตูมมาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ฉันน้ำผึ้งแล้วทิ้งกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือ แล้วทรงพยากรณ์ว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปจะมีชื่อว่าลัมพกัปปะนคร แล้วได้ทรงลูบพระเศียรได้พระเกศามาหนึ่งเส้น มอบให้แก่ลัวะอ้ายกอน ลัวะอ้ายกอนได้นำพระเกศานั้น บรรจุในผอบทองคำ และใส่ลงในอุโมงค์พร้อมกับถวายแก้วแหวนเงินทองเป็นเครื่องบูชา แล้วแต่งยนต์ผัด (ยนต์หมุน) รักษาไว้ และถมดินให้เรียบเสมอกัน แล้วก่อเป็นพระเจดีย์สูงเจ็ดศอกเหนืออุโมงค์นั้น ในสมัยต่อมาก็ได้มีกษัตริย์อีกหลายพระองค์ มาก่อสร้างและบูรณซ่อมแซม จนกระทั่งเป็นวัดที่มีความงามอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีเป้า หรือปีฉลู)

    ยาปาตุภูตา อะตุลานุภาวา จีรัง ปะติฎฐา ลัมภะ กัปปะปุเร เทเวนะ คุตตา อุตตะราภิทัยยา นะมามิ หันตัง วะระชินะธาตุง ฐะเปติ มะหาฐาเน เจติยัง ปูชิตา นะเะเทเวหิ

 

เกิดปีขาล
พระธาตุช่อแฮ ณ วัดช่อแฮ จังหวัดแพร่

    เป็นเจดีย์บรรจุพระเกศาและพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์ศิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเมืองแพร่มาแต่โบราณตามตำนานกล่าวว่าขุนลัวะอ้ายก๊อมเป็นผู้สร้าง ปรากฏหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ระหว่าง พ.ศ. 1879-1881 ในสมัยพระมหาธรรมราชา(ลิไท) เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย ลักษณะองค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะแบบเชียงแสนสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูน หุ้มด้วยแผ่นทองเหลือง ลงรักปิดทอง

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปียี หรือปีขาล)

    โกเสยยะธะชัคคะปัพพะเต สัตตะมะโน รัมเม พุทธะ เกสาธาตุ ปะติฎฐิตา อะหัง วันทามิ สัพพะทา อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิสัพพะโส

 

เกิดปีเถาะ

พระธาตุแช่แห้ง ณ วัดแช่แห้ง จังหวัดน่าน

    จากพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า พระยาการเมือง เจ้านครน่านได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากกรุงสุโขทัย มาประดิษฐานไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง และตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่ง แม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ที่บ้านห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวย และทรงพยากรณ์ว่า ต่อไปที่นี่จะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน จึงเรียกพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ว่า พระธาตุแช่แห้ง

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีเหม้า หรือปีเถาะ)

     ยา ธาตุภูตา อะตุลา นันทะปุเร เทวานุภาเวนะ วะระธาตุเสฎฐัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา อะหัง วันทามิ ธาตุโย.
    ยา ธาตุภูตา อะตุลานุภาวา จิรัง ปะติฎฐิตา นันทะกัปปะเก ปุเร เทเวนะ คุตตา วะระพุทธะ ธาตุง จิรัง วันทามิ หันตัง ชินะธาตุโย โส ตะถาคตัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา อะหัง วันทามิ ทูระโต.

 

เกิดปีมะโรง

พระธาตุพระสิงห์ ณ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่

    เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งซึ่งประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ชาวเมืองจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้แห่ไปตามถนนรอบเมืองเพื่อให้ประชาชนสรงน้ำโดยทั่วถึงกัน แต่เดิมที่ดินบริเวณวัดนี้เป็นตลาด เรียกชื่อว่า วัดลีเชียง (ลี หมายถึง ตลาด) จนถึงปี พ.ศ. 1888 พระเจ้าผายู กษัตริย์องค์ที่ 5 ในราชวงศ์มังรายทรงโปรดฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้น พร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์สูง 24 ศอกองค์หนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่บรรจุอัฐิพระราชบิดาของพระองค์ สถาปัตยกรรมสำคัญของวัดนี้ได้แก่ วิหารลายคำที่มีจิตรกรรมฝาผนังงดงาม พระอุโบสถ หอไตรที่มีปูนปั้นรูปเทวดาประดับ และเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีสี่ หรือปีมะโรง)

    นะมามิ สิหิงคะพิมพัง สุวัณณาภิรัมมัง ลังกาชาตัง โสภาภิโสภัง สะราภิกันตัง นะมามิหัง

 

เกิดปีมะเส็ง

พระธาตุ ณ วัดพระเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย

    ต้นศรีมหาโพธิหรือโพธิบัลลังก์เป็นสถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ณ ที่นั้น แต่คนเกิดปีมะเส็งที่มิมีโอกาสเดินทางไปที่อินเดีย ก็สามารถไหว้บูชาต้นมหาโพธิ์ หรือต้นโพธิ์ใหญ่ๆ ตามวัดต่างๆ ใกล้บ้านของท่านก็ถือว่าแทนกันได้

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีไส้ หรือปีมะเส็ง)

    ปะฐะมัง โพธิปัลลัง ทุติยัง อะนิมิสสะกัง ตะติยัง จังกะมะ เสฏฐัง จตุตถัง ระตะนะฆะรัง ปัญจะมัง อะชะปาละนโคธัง ฉัฎฐัง มุจจะลินทัง สัตตะมัง ราชายะตะนัง อะหัง วันทามิ ทูระโต

 

เกิดปีมะเมีย

พระธาตุตะโก้ง หรือเจดีย์ชเวดากอง วัดพระธาตุตะโก้ง ประเทศพม่า

    พระธาตุแห่งนี้บรรจุพระเกตุธาตุของสัมมาสัมพุทธเจ้า

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีสงา หรือปีมะเมีย)

    ชัมพุทีเป วะระฐาเน สิงคุตตะเร มะโนรัมเม สัตตะระ ตะนะปะฐะมัง กะกุสันธัง สุวัณ ณะทัณฑัง ธาตุโย ฐัสสะติ ทุติยัง โกนาคะมะนัง ธัมมะกะระณัง ธาตุโย ฐัสสะติ ตะติยัง กัสสะปัง พุทธะจีระรัง ธาตุโย  ฐัสสะติ จะตุตถัง โคตะมะอัฎฐะ เกสะธาตุโย ฐัสสะติ ปัญจะมัง อะริยะเมตเตยโย อะนาคะเต อุตตะมังคะ ธาตุโย อะหัง วันทามิ ทูระโต.

 

เกิดปีมะแม

พระธาตุดอยสุเทพ วัดพระธาตุดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    พระบรมธาตุดอยสุเทพ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 9 โดยพระเจ้ากือนาทรงรับสั่งให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมนเถระ นำมาจากเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งได้ขุดพบจากนิมิตฝันของพระมหาสุมนเอง เมื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาสู่เชียงใหม่แล้ว พระธาตุได้แยกเป็นสองส่วน พระเจ้ากือนาทรงเลื่อมใส ได้อัญเชิญบรรจุไว้ที่พระธาตุวัดสวนดอก
    ส่วนองค์ที่สอง ได้อัญเชิญขึ้นบนหลังช้างเพื่อเสี่ยงทายว่า ช้างหยุดที่ใด ก็จะสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่นั่น แล้วปล่อยช้างไป ช้างได้มุ่งหน้าไปสู่ทิศตะวันตก ขึ้นไปยังดอยสุเทวะฤาษี หรือดอยสุเทพปัจจุบัน แล้วมาหยุดที่ยอดดอยสุเทพ พระเจ้ากือนาทรงรับสั่งให้สร้างพระเจดีย์ ณ ที่นั้น มีขนาดสูง 5 วา เมื่อ พ.ศ. 1916 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2068 พระเจ้าเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ของเชียงใหม่ ได้ทำการบูรณะพระเจดีย์ โดยได้นิมนต์พระมหาญาณมงคลโพธิ จากลำพูนมาเป็นประธานการบูรณะ โดยขยายพระเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม สูง 11 วา กว้าง 6 วา ที่ปรากฏทุกวันนี้

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีเม็ด หรือปีมะแม)

    สุวัณณะเจติยัง เกสาวะระมัตถะลุงคัง วะรัญญะ ธาตุง สุเทวะนามะทัง นะระเทเวหิ สัพพะปูชิตัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา.

 

เกิดปีวอก

พระธาตุพนม วัดพระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

    พระธาตุพนม เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ของภาคอีสาน ประดิษฐานบนเนินที่เรียกว่าภูกำพร้า ปัจจุบันเป็นบริเวณวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมราว 52 กิโลเมตร พระธาตุพนมสร้างขึ้นแต่สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ประมาณ พ.ศ. 8 โดยเจ้าเมือง 5 องค์คือ พระยาสุวรรณภิงคารนะ พระยาคำแดง พระยาอินทปัตถะนคร พระยาจุลนีพรหมทัต และพระยานันทเสน เพื่อบรรจุพระอุงรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า ลักษณะพระเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงบัวเหลี่ยม หรือทรงแจกัน ก่อด้วยอิฐมีลวดลายจำหลักลงไปในแผ่นอิฐ มีซุ้มคั่นด้านละซุ้ม ซ้อมกัน 3 ชั้น ลดหลั่นกันลงมาอย่างวิจิตร พระธาตุพนมได้รับการบูรณะเรื่อยมาตามกาลเวลา และในวันที่ 11 สิงหาคม 2518 องค์พระธาตุพนมได้หักโค่นลง ประชาชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศได้ร่วมกันสละทุนทรัพย์ก่อสร้างขึ้นใหม่ และมีพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นบรรจุอีกครั้งในวันที่ 23 มีนาคม 2522

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีสัน หรือปีวอก)


    กะปะณะคิริสมัง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธะอุรังคะธาตุง สิริสา นะมามิ.

 

เกิดปีระกา

พระธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัย อ.เมือง จ.ลำพูน

    พระธาตุหริภุญชัย เป็นปูชนียสถานสำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และเป็นมิ่งขวัญของชาวลำพูน ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุหริภุญชัย ในกลางเมืองลำพูน ภายในวัดเป็นลานกว้าง มีวิหารหลายหลัง หอระฆังสวยงาม ปรากฏในตำนานว่า สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์นครหริภุญชัยราว พ.ศ.1586 ต่อมาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุนี้อีกหลายครั้งในรัชกาลพระเจ้าติโลกราชเมื่อ พ.ศ.1986 ได้โปรดให้เสริมพระธาตุเป็น 23 วา ฐานกว้าง 12 วา 2 ศอก ยอดมีฉัตร 7 ชั้น
    หลังจากนั้นพระเมืองแก้วได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างระเบียงหอก ซึ่งเป็นรั้วล้อมพระธาตุ 500 เล่ม แล้วทรงสร้างวิหารหลวง และใน ปีพ.ศ.2329 พระเจ้ากาวิละได้ทรงทำการบูรณะพระบรมธาตุ และทรงสร้างฉัตรหลวงขึ้น 4 มุม และสร้างฉัตรยอดเจดีย์ด้วยทองคำเป็น 9 ชั้น ฐานพระธาตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 10 วา และสร้างรั้วทองเหลืองล้อมรอบองค์เจดีย์ด้านในองค์พระธาตุเป็นสีทองอร่ามเป็นที่ต้องตาต้องใจนักท่องเที่ยวต่างเมืองผู้มีโอกาสได้ไปเยือนยิ่งนัก ทางจังหวัดลำพูนได้จัดให้มีงานนมัสการประจำปีขึ้นในวันเพ็ญ เดือน 6 ซึ่งก็คือวันวิสาขบูชา

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (ของคนเกิดปีระกา)

    สุวัณณะเจติยัง หะริภุญชะยัฎฐัง วะระโมลี ธารัง อุรัฎฐิ เสฎฐัง สะหาอังคุลิฎฐิง กัจจายะเนนานิตะ ปัตตะปูรัง สีเสนะ มัยหัง ปะณะนามิ ธาตุง อะหัง วันทามิ สัพพะทา

 

เกิดปีจอ

พระเจดีย์เกตุแก้ว วัดเกตุแก้วจุฬามณี จังหวัดอุทัยธานี

คำบูชาพระธาตุ (ตั้งนโม 3 จบ) (คนเกิดปีจอ)

    ตาวะติงสายะ ปุรัมเม เกสะจุฬามะณี สะรีระปัพพะตา ปูชิตา สัพพะ เทวานัง ตัง สิระสา ธาตุอุตตะมัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา.

 

เกิดปีกุน

พระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย

    พระธาตุดอยตุง นับเป็นโบราณสถานอันเก่าแก่แห่งหนึ่งในภาคเหนือ ตามประวัติตำนานได้กล่าวไว้ว่า พระมหากัสสะปะเถระเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ได้อาราธนาอัญเชิญเอายังพระบรมสารีริกธาตุกระดูกไหปลาร้า(พระรากขวัญเบื้องซ้าย) ของพระพุทธเจ้า มามอบถวายแด่พระเจ้าอุชุตราชเจ้าผู้ครองนครนาคพันธ์โยนกชัยบุรี รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์สิงหนวติ เป็นประธานพร้อมด้วยมุขมนตรีเสวกอำมาตย์ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุขึ้นมาบรรจุสร้างขึ้น ณ ที่ดอยดินแดง (คือดอยตุงปัจจุบัน) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1454 ต่อมาอีก 100 ปี มีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อว่า พระมหาวชิรโพธิเถร ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมามอบถวายให้พระเจ้ามังรายะนะธิราช แล้วจึงได้พร้อมใจกันนำเอาพระบรมธาตุขึ้นบรรจุสร้างใหม่ขึ้นมาอีกองค์หนึ่งบนดอยตุง พร้อมได้ปฏิสังขรณ์องค์เดิม

 

 

  Copyright 2010-2011 All rights reserved. Wattarnpakrat.com
view